ชีวิตและผลงานของเอ็นกิ บิลลัล














Enki Bilal
เอ็นกิ บิลัล
โดย : สนธยา ทรัพย์เย็น
ขอบคุณ สตีฟ และ ซับบี้ เครเมอร์ ญาติของผม ถ้าไม่มีเขาและเธอผมคงไม่มีวันได้รู้ว่าชื่อ เอ็งกิ บิลัล ที่มีเครดิตกำกับหนังเรื่อง Tykho Moon และออกแบบโปสเตอร์หนัง Mon oncle d’ Amerique ของ อแลง เรส์เน่ส์ จะเป็นคนเดียวกันกับนักการ์ตูนชื่อก้องของฝรั่งเศสผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ฉากหนังไซ-ไฟอมตะเรื่อง Blade Runner (1982), The Fifth Element (1997)

ย้อนไปในเดือนเมษายนปี 1997 ขณะกลับจากเยี่ยมเยือน อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่โรงเรียน Art Institute of Chicago ผมอ่านพบว่าที่ซาน ฟรานซิสโก กำลังมีงานแสดงการ์ตูนของ บิลัล ในชื่อ A City of Tears อยู่พอดี ที่นั่น The Cartoon Art Museum เขาให้ความสำคัญเฉพาะกับงานการ์ตูนกันอย่างเดียวเลย สมบูรณ์พร้อมทั้งห้องนิทรรศการ ร้านค้า และงานแสดงที่วางคิวกันข้ามปี งานที่แสดงพร้อมกับของ บิลัล ก็มีการ์ตูนของ ไบรอัน บิ๊กกส์ และที่จี้ก้นไล่วันของสองคนนั่นมาติด ๆ คือนิทรรศการ Papoofnik ของ Peter Brabbe และงานรวมฮิตของ Hanna-Barbera ผู้ให้กำเนิด สกูบี้ดู และ มนุษย์หินฟลิ้นท์สโตน
นิทรรศการของ บิลัล กำลังงวดมาถึงวันท้าย ๆ ผมไม่ทันได้เจอเขามาพูดวันงานที่ฉาย Tykho Moon (จนป่านนี้ก็ยังตามหาดูเรื่องนี้อยู่) และไม่กี่ปีก่อนที่เขามาเปิดแสดงในเมืองไทยพร้อมกับงานการ์ตูนของคนอื่น ๆ ก็มารู้เมื่อสายไปแล้ว แต่ก็นับว่าโอเคได้ดูงานอาร์ทต้นฉบับและซื้อการ์ตูนของเขามาสะสม งานที่นำมาแสดงมีทุกช่วงยุค รวมแล้วเป็นอาร์ทเวิร์คเพ้นท์สีกว่า 100 หน้า ภาพที่ผมนำมาลงเป็นภาพที่แอบถ่ายโดยไม่ใช้แฟลช คุณภาพคงไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก ต้องขออภัยอย่างสูง เร็ว ๆ นี้คนไทยอาจมีโอกาสได้ดูหนังที่ บิลัล กำกับเองด้วย คือเรื่อง Immortel -Ad vitam เพราะผมได้เห็นตัวอย่างบางส่วนบนทีวีที่ฉายดีวีดีหนังตัวอย่างในห้างซูเปอร์สโตร์แถบชานเมืองนนทบุรี
(ขอขอบคุณ จักรกฤษณ์ ชุมสาย ณ อยุธยา สำหรับวีดีโอ Bunker Palace Hotel และ Roger Tonge ที่ช่วยอิมพอร์ตการ์ตูน Ship of Stone และ The Town That Didn’t Exist)

หนึ่งในบรรดานักวาดการ์ตูนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในยุโรปต้องมีเขาคนนี้ เอ็งกิ บิลัล ชายผู้ถ่ายทอดความฝันเหนือจริงผ่านเส้นและลายสีลงบนอัลบั้มการ์ตูนที่สร้างอิทธิพลให้คำว่า bande dessinee (บางแห่งเรียก graphic novels)ในภาษาฝรั่งเศสมีศักดิ์ศรีใกล้เคียงกับงานวรรณกรรมและจิตรกรรม แตกต่างจากในอเมริกาหรืออีกหลายประเทศที่ผลงานการ์ตูนถูกตีค่าเพียงอ่านเล่นชั่วครู่ยาม ทั้งยังพร้อมถูกโยนลงถังขยะทุกขณะ

ไม่ว่า บิลัล กับเพื่อนนักวาดการ์ตูนอย่าง Moebius, Tardi, Druillet, Mezieres ขยับตัวไปทางไหน วงการครีเอทีฟโลกต้องขยับตัวตาม งานของพวกเขาไม่ได้เน้นความสำเร็จวงกว้างกับตลาดเยาวชน เช่นของสตูดิโอดีสนีย์ คนอ่านเฉพาะกลุ่มที่เน้นความคิดและจินตนาการเป็นหลักต่างทึ่งในรูปแบบดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัวของนักวาดกลุ่มนี้จนต้องติดตามเก็บสะสมกันเหมือนสมบัติล้ำค่า แล้วเฝ้ารอคอยวันที่คนโปรดของพวกเขาจะมีผลงานใหม่ออกมาอีก

บิลัล เกิดในปี 1951 แม่ของเขามีเชื้อสายเช็ก ส่วนพ่อเป็นคนยูโกสลาเวียที่ทำงานเป็นช่างตัดเสื้อส่วนตัวของนายพล ติโต้ ทั้งครอบครัวอพยพจากกรุงเบลเกรดมาที่ปารีสตั้งแต่ปี 1960 เอ็งกิ นั้นชอบวาดรูปมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็รู้สึกตัวว่ายังวาดรูปได้ไม่คล่อง ตอนมาอยู่ฝรั่งเศสใหม่ ๆ เขาต้องปรับตัวกับภาษาใหม่อยู่นาน พร้อมกับหัดเขียนบทกวี แต่งนิยาย เล่นเปียโน ก่อนเริ่มจับงานวาดรูปจริงจังตอนอายุ 14 ปี เขาเริ่มเขียนเรื่องสยองขวัญเลียนแนว เอช พี. เลิฟคราฟท์ ให้กับนิตยสารการ์ตูน Pilote [1] เพราะความที่ บิลัล นั้นแต่งเรื่องเองได้ด้วย ไม่ใช่แค่วาดภาพอย่างเดียว บรรดาเพื่อนๆ ของเขาที่เอ่ยชื่อไปแล้วข้างต้นจึงชักชวนเขาไปเขียนเรื่องให้ ซึ่งงานแรก ๆ ที่ บิลัล เริ่มต้นนั้นก็ทำตามแนวนิยมที่สำนักพิมพ์กำหนดเสียเป็นส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาอยู่หลายปีทีเดียวที่วงการการ์ตูนฝรั่งเศสจะมีความภูมิใจด้านการ์ตูนนอกเหนือจาก Tintin (แต๋งแต๋ง) กับ Asterix (อัสเตริกซ์) โดยกล้าฉีกแนวทางใหม่หนีจากอิทธิพลการ์ตูนอเมริกัน ซึ่งเฟื่องฟูมาตลอดตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และนั่นคือที่มาของการล้มล้างตัวละครเอกประเภทซูเปอร์ฮีโร่ และหันมาเน้นความคิดและตัวตนของนักวาดการ์ตูนในฐานะเดียวกับศิลปินแขนงหนึ่ง
คนเริ่มจดจำงานเขาได้ก็ตอนวาดรูปให้กับ ปิแอร์ คริสแต็ง อาจารย์มหาวิทยาลัยที่หันมาหมกมุ่นกับงานการ์ตูนอย่างจริงจัง เนื้อเรื่องที่ คริสแต็ง ริเริ่มและสานต่อโดย บิลัล ทำให้วงการการ์ตูนคึกคักมากขึ้นในหมู่นักอ่านผู้ใหญ่ ด้วยงานอย่าง Ship of Stone (1976), The Town That Didn’t Exist (1977) ที่สะท้อนปมขัดแย้งทางสังคมและการเมือง ประกอบกับรายละเอียดลายเส้นที่ขรึมขลัง ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากงานการ์ตูนที่เน้นความบันเทิงถ่ายเดียว
อัลบั้มการ์ตูน2 เล่มนั้นก็เช่นเดียวกับผลงานส่วนใหญ่ของ บิลัล ที่ตีพิมพ์ 4 สีทั้งในรูปเล่มปกแข็งและปกอ่อน มันต่างสะท้อนเรื่องราวของชาวบ้านท้องถิ่นที่กำลังถูกแรงบีบจากนายทุนกำหนดอนาคตให้บ้านเมืองของตัวเองต้องเปลี่ยนไป ในตอนท้ายเรื่อง Ship of Stone ชาวบ้านชวนกันขโมยเรือลำใหญ่อพยพไปสู่อนาคตที่ดีกว่า โดยที่หัวเรือมีผู้นำเป็นปู่บรรพบุรุษมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ที่ช่วยกันรื้อปราสาทโบราณลงมาประกอบใหม่เพื่อใช้ล่องทะเล ส่วนการเปลี่ยนอำนาจการปกครองของนักธุรกิจจนนำไปสู่เมืองอุดมคติในโดมแก้วของเรื่อง The Town That Didn’t Exist นั้นก็ทำให้ตัวละครเอกครั่นคร้ามต่อโลกสุขอนามัยที่แล้งชีวิต จึงต้องตัดสินใจไปเริ่มต้นหางานทำที่เมืองอื่นแทน

ลักษณะเรื่องราวในเชิงกึ่งอุปมาอุปมัยแฝงนัยยะทางการเมืองซึ่งไม่ระบุสถานที่ชัดเจน แล้วโยงเข้ากับเรื่องราวเก่าแก่เชิงบรรพกาล รวมทั้งประทินโฉมด้วยกลิ่นอายแห่งโลกอนาคตได้กลายเป็นเค้าโครงที่ บิลัล ใช้พัฒนาแนวทางของตนเองต่อไป ถึงแม้เขาจะยังมีผลงานที่ร่วมกันทำกับ คริสแต็ง ที่โด่งดังอย่าง Hunting Party (1984-90) หรือ The Ranks of the Black Order (1989) รวมทั้งวาดการ์ตูนประกอบให้คนอื่นพลาง ๆ แต่เขาก็เริ่มทำงานเดี่ยวที่เหมาควบการแต่งเรื่องและเขียนรูปเข้าไว้ด้วยกัน โดยตั้งต้นจริงจังจาก Gods in Chaos (1980), The Woman Trap (1986) และ Cold Equator (1992) ทั้ง 3 เล่มนี้เป็นผลงานในไตรภาคชุด Nikopol โดยในระหว่างข้อต่อของผลงานแต่ละเล่ม เขาก็ยังคงมีผลงานอื่น ๆ เช่นออกแบบศิลป์ให้ผู้กำกับ อแลง เรส์เน่ส์ ในหนังเรื่อง La Vie est un roman / Life is a Bed of Roses (1982) แต่งกระดูกให้ตัวอสุรกายในหนังเรื่อง The Keep (1983) ของผู้กำกับอเมริกัน ไมเคิล มานน์ และกำกับหนังเองด้วยเรื่องหนึ่งคือ Bunker Palace Hotel (1989)

งานในช่วงที่เขาเริ่มทำ Gods in Chaos ให้นิตยสาร Heavy Metal [2](Metal Hurlant) นี่เองที่ทำให้ชื่อเสียงของเขาหยุดไม่อยู่ ความรักในการอ่านแนวเรื่องคลาสสิกไซ-ไฟ เช่นของ Roger Zelazny, Jules Verne, Philip K. Dick และประสบการณ์ที่มีมากขึ้นได้จุดประกายให้เขาพบจุดเอกลักษณ์ลงตัว เริ่มจากเค้าเรื่องหม่นหมองเกี่ยวกับคนไร้ราก หรือคนย้ายถิ่นฐานที่เหมือนตกอยู่ในภาพฝันขมุกขมัวเลือนเวลาระหว่าง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ภาพความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและจริยธรรม มีตัวละครที่ค้านกับรูปลักษณ์วีรบุรุษจนแยกแยะฝ่ายธรรมะอธรรมไม่ออก ซ้ำยังปราศจากตัวละครนำเรื่องเพียงตัวเดียว ผนวกเข้ากับสไตล์ภาพลึกลับมืดทึมที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ บิลัล ไปเรียบร้อย โดยเฉพาะเทคนิคการลงสีเทาทึมในฉากหลัง ตัดสลับกับแม่สีเจ็บ ๆ เฉพาะจุดที่สะดุดตา
ดังในเรื่อง The Woman Trap ที่เป็นตอน 2 ในไตรภาคชุด Nikopol เขาเล่าเรื่องของตัวละครสาวนักข่าวที่ชื่อ จิลล์ บีโอสโกป (Jill Bioskop) สาวผิวขาวผู้มีเส้นผมและน้ำตาเป็นสีน้ำเงิน นามสกุลของเธอแปลว่า “ภาพยนตร์” และเธอก็เล่าเรื่องราวที่เหมือนหนังฝันร้ายหลงเวลา คือเธอที่มีตัวตนอยู่ในเมืองลอนดอนของปี 2025 ส่งข้อความจากเครื่องสคริปท์วอล์คเกอร์มาพิมพ์เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส Liberation ของปี 1993 เป็นเหตุให้กองบรรณาธิการถกเถียงกันมากมายว่านั่นคือความจริงหรือการลวงโลก
บิลัล พับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นซ้อนแทรกมากับการ์ตูนของเขาด้วย เรื่องราวที่มหัศจรรย์พันลึกนี้เริ่มต้นมาจากการ์ตูนตอนแรกในไตรภาคคือ God in Chaos ที่นายทหารหนุ่มนาม อัลซิด นิโคโปล ซึ่งเป็นทหารที่หลุดจากคุกแช่แข็งของปี 1992 ที่ตกมาบนโลกปี 2003 เทพโฮรัสของอียิปต์พบร่างของเขาในสภาพขาขาดข้างหนึ่งที่สถานีรถไฟใต้ดินกรุงปารีส และหวังจะสิงร่างของ นิโคโปล เพื่อใช้ต่อกรกับเทวดาอียิปต์องค์อื่น ๆ นิโคโปล ต้องตกอยู่ในภาพหลอนแห่งความทรงจำ ปรับตัวเข้ากันไม่ได้กับปารีสยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไป และสับสนกับลูกชายตัวเองที่มีทั้งหน้าตากับอายุเท่าเทียมกัน

ไตรภาคชุดนี้เป็นการ์ตูนแนวประหลาดที่คาดเดาเรื่องไม่ได้ แม้แต่ตัว บิลัล ก็ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าทั้งหมด เขาปล่อยให้ตัวเรื่องและเหตุการณ์พัฒนาไปตามครรลองที่มันเรียกร้อง อย่าแปลกใจถ้าคุณจะอ่านพบ ปิรามิดเหาะของเทพอียิปต์หมดน้ำมันลอยเท้งเต้งอยู่กลางน่านฟ้ากรุงปารีส โดยภายในมีบรรดาทวยเทพที่ยังเย็นใจเล่นเกมเศรษฐีกันอย่างเพลิดเพลิน กลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มชนคลั่งศาสนากับชนกลุ่มน้อยตั้งหน้าก่อเหตุวินาศกรรมไม่เว้นแต่ละวัน ข่าวสารการเมืองร่วมสมัยกับสุนทรพจน์ของตัวละครต่าง ๆ ที่ฟังดูคุ้นเคยย้อนปลุกให้เห็นภาพเผด็จการสมัยฟาสซิสม์และกำแพงเมืองเบอร์ลิน โดยเฉพาะภาพเปรียบเปรยถึงสภาพระเห็จระแหงของกรุงซาราเจโว กรุงเบลเกรดที่ บิลัล รักและคะนึงหา เขาใส่ความจริงเหล่านั้นเข้าไปในภาพฝันโหดร้ายที่ชวนพิศวง แต่ก็ไม่ลืมใส่อารมณ์ฮาบางอย่างที่กัดความเอื้ออาทรของโลกทุนนิยมเช่น “จรวดพุ่งเข้าใส่ปีกหนึ่งของโรงพยาบาลทำให้มีผู้บาดเจ็บสามราย ซึ่งรวมถึงเครื่องรับโทรทัศน์โซนี่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่เปิดอยู่”
มิติของความเป็นผู้อพยพที่เคยเผชิญหน้ากับเผด็จการแห่งความรุนแรงทำให้ บิลัล เข็ดขยาดและแปรสภาพมันเป็นงานศิลปะวิญญาณความเป็นผู้อพยพที่ยังคงไม่แปรเปลี่ยนขณะลัดเลาะสังคมเก่า/ใหม่ได้กลายเป็นเลือดสูบฉีดพลังให้งานศิลปะของเขา ชูบลองค์ ผู้ว่าราชการแห่งกรุงปารีสปี 2003 ในการ์ตูนไตรภาคชุด Nikopol ได้เอ่ยว่า “ความเป็นอมตะเป็นรูปแบบหนึ่งของเผด็จการเหนือชีวิตของความตาย ในฐานะผู้เผด็จการและคนที่ยังมีชีวิต สิ่งที่เหลือที่ข้าพเจ้าต้องกระทำก็คือ กลายเป็นผู้มีความอมตะ และข้าพเจ้าจะต้องเป็นให้ได้ แม้จะต้องตายในการณ์นั้น!”

เส้นทางการเป็นผู้กำกับหนังของ บิลัล ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ เขาชื่นชมหนังไซ-ไฟคลาสสิกอย่าง 2001: A Space Odyssey (1968), Star Wars (1977) และหนังไซ-ไฟแหกคอกอย่าง Stalker (1979/ อังเดร ทาร์คอฟสกี้ กำกับ) งานดีไซน์ฉากทึมทึบและบรรยากาศเศร้าหมองของเมืองใต้อำนาจรัฐจาก Stalker มีอิทธิพลต่อหนังของ บิลัล ไม่น้อย บรรยากาศของโรงงานอุตสาหกรรมในหนังเรื่องแรกของเขา คือ Bunker Palace Hotel ก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายหดหู่เช่นนี้ ซึ่งการไปถ่ายทำในเขตโรงงานเมืองเบลเกรดบ้านเกิดของเขาเองก็เพื่อให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงโลกจินตนาการกึ่งไซ-ไฟมากที่สุด แม้ว่างบประมาณเพียง 2 ล้านปอนด์จะน้อยนิดมากถ้าเทียบกับหนังระดับบิ๊กจากฮอลลีวู้ด

หนังของ วิม เวนเดอร์ส อย่าง Wings of Desire (1988) ก็เช่นกันที่สร้างอิทธิพลมากในเชิงบรรยากาศ การใช้สี และเรื่องราวกึ่งเทพ อันที่จริงตัวละคร นิโคโปล จากการ์ตูนไตรภาค Nikopol ก็ได้เค้าโครงหน้ามาจาก บรูโน่ กั๊นซ์ นักแสดงในหนังของ เวนเดอร์ส เรื่อง The American Friend (1977) คงไม่แปลกถ้าหนังเรื่องนี้จะพูดถึงอิทธิพลวัฒนธรรมข้ามชาติระหว่างยุโรปอเมริกา การกลืนกินอย่างเป็นใจของวัฒนธรรมเก่าโดยโลกยุคใหม่ ในฉากหนึ่งของการ์ตูน The Woman Trap บิลัล ยังให้ฉากหลังเป็นรูปโปสเตอร์ The American Friend อีกด้วย

ในบทสัมภาษณ์ 2 ชิ้นซึ่งถอดความจากภาษาฝรั่งเศสโดย ศุภนีวรรณ ทันจิตต์ ที่ท่านกำลังจะได้อ่านนี้พูดถึงงานการ์ตูนเรื่อง 32 Decembre (32 ธันวาคม) ตอน 2 ของไตรภาคการ์ตูนชุดใหม่ที่เริ่มด้วย Le Sommeil du monster (ความหลับไหลของปีศาจ/1998) ที่เพิ่งวางแผงในฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤษภาคม 2003 เรื่องราวที่บังเอิญพ้องกับหายนะครั้งสำคัญของวันที่ 11 กันยายน ซึ่งทำให้การ์ตูนของ บิลัล ส่อทำนายถึงอนาคตอย่างล่อแหลมมากยิ่งขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจล่วงหน้า

เดือนมีนาคมปี 2004 หนังเรื่องที่สามของเขาถัดจาก Tykho Moon คือ Immortel เพิ่งออกฉายในฝรั่งเศส หนังไซ-ไฟเรื่องนี้พ่วง ลินดา ฮาร์ดี้ อดีตนางงามฝรั่งเศส, ชาร์ล็อตต์ แรมปลิ้ง (The Night Porter, Swimming Pool),โธมัส เครชมันน์ (ทหารเยอรมันจาก Stalingrad และ The Pianist) กับ ฌอง-หลุยส์ แตร็งติญอง (Three Colors:Red, Trans-Europ Express) มาร่วมแสดง
Immortel ดัดแปลงอย่างอิสระจากงานในไตรภาค Nikopol โดยเฉพาะสองตอนแรกคือเรื่อง Gods in Chaos กับ The Woman Trap ในคราวนี้ บิลัล ได้งบประมาณงานสร้างจากผู้อำนวยการสร้าง ชารลส์ กัสโซ่ต์ (ผู้สร้าง หนังเรื่องก่อน ๆ ของ บิลัล และ ปาทริซ เชโร) มากกว่าที่เคย อนุมัติให้เนรมิตจักรวาลแห่งโลกอนาคตขึ้นบนจอภาพยนตร์โดยต้องใช้ภาพกราฟฟิคถึง 100 ภาพและใช้เวลาถ่ายทำถึง 2 ปี หนังถ่ายทำเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่องและจำลองฉากตามเหตุการณ์ให้อยู่ในนิวยอร์คของปี 2005


ผลงานการ์ตูน

1975 Le Croisieres des Oubiles (ปิแอร์ คริสแต็ง แต่งเรื่อง / บิลัล เขียนภาพประกอบ)
1975 L’Appel des Etoiles (งานเดี่ยวเล่มแรกของ บิลัล รวมงานการ์ตูนสั้นระหว่างปี 1971-74)
1976 La Vaisseau de Pierre (Ships of Stone) (ปิแอร์ คริสแต็ง แต่งเรื่อง / บิลัล เขียนภาพประกอบ-ฉบับภาษาอังกฤษสำนักพิมพ์ ฮิวแมนอยด์ส 2001)
1977 La Ville qui n’ existait pas (The Town That Didn’t Exist) (ปิแอร์ คริสแต็ง แต่งเรื่อง / บิลัล เขียนภาพประกอบ-ฉบับภาษาอังกฤษสำนักพิมพ์ ฮิวแมนอยด์ส 2001)
1978 Memoires d’ outré-espace (ฉบับภาษาอังกฤษในชื่อ Outer States พิมพ์ปี 1990 / บิลัล แต่งและเขียนภาพประกอบ)
1979 Les Phalanges de l’ Ordre Noir (The Ranks of The Black Order / The Phalanges of The Black Order-ปิแอร์ คริสแต็ง แต่งเรื่อง / บิลัล เขียนภาพประกอบ-ฉบับภาษาอังกฤษปี 1989)
1979 Exterminateur 17 (Jean Pierre Dionnet แต่งเรื่อง / บิลัล เขียนภาพประกอบ-ฉบับภาษาอังกฤษปี 1986)
1980 La Foire aux Immortels (The Fair of Immortals / God in Chaos) ภาคแรกของไตรภาค Nikopol (บิลัล แต่งและเขียนภาพประกอบ)
1981 Paris sera toujours paris (รวมผลงานหลายคน)
1982 Die Mauer (รวมภาพวาดของ บิลัล)
1982 Le Bol Maudit (บิลัล ปรับปรุงเพิ่มเติมจากเรื่อง L’Appel des Etoiles)
1982 Crux Universalis (บิลัล แต่งและเขียนภาพประกอบ)
1983 Images pour un film “La vie est un roman” an Alain Resnais film (รวมภาพดีไซน์ของ บิลัลจากหนังของ อแลง เรส์เน่ส์)
1983 Partie de Chasse (Hunting Games / The Game / The Arm of the Hunting Party-ปิแอร์ คริสแต็ง แต่งเรื่อง / บิลัล เขียนภาพประกอบ)
1984 Los Angeles (ปิแอร์ คริสแต็ง แต่งเรื่อง / บิลัล จัดทำภาพประกอบ)
1985 Grange bleue (รวมผลงานหลายคน)
1986 L’ Etat des Stocks (ผลงานของ บิลัล ระหว่าง 1971-86 / พิมพ์ซ้ำปี 1989)
1986 The Woman Trap (La Femme Piege / ฉบับภาษาอังกฤษปี 1988-บิลัล แต่งและเขียนภาพประกอบ) ภาคสองของไตรภาค Nikopol
1987 Hors Jeu (ผลงานร่วมกับ Patrick Cauvin)
1989 Coeurs sanglants et autres faits divers (ปิแอร์ คริสแต็ง แต่งเรื่อง / บิลัล เขียนภาพประกอบ)
1992 Apres le Mur (รวมผลงานหลายคน)
1992 Cold Equator (Froid Equator) ภาคสามของไตรภาค Nikopol (บิลัล แต่งและเขียนภาพประกอบ)
1992 La Trilogie Nikopol (Nikopol Trilogy / ไตรภาคนิโคโปล) ฉบับรวมเล่ม
1994 Bleu Sang (ผลงานร่วมกับหลายคน)
1996 Memoires d’ autres temps (บิลัล แต่งและเขียนภาพประกอบ)
1996 Tykho Moon (บทหนังพร้อมภาพประกอบโดย บิลัล)
1998 Visioni di Fine Milleno (หนังสือประกอบงานแสดงภาพของ บิลัล ในภาษาอิตาเลี่ยนและภาษาอังกฤษ)
1998 Le Sommeil du Monstre “ความหลับไหลของปีศาจ” ตอนที่หนึ่งในไตรภาคอนาคต (บิลัล แต่งและเขียนภาพประกอบ)
1999 L’ Etat des Stocks (พิมพ์ใหม่)
2000 Magma (ผลงานร่วมกับหลายคน)
2000 Un Siele d’Amour (ผลงานร่วมกับ Dan Franck)
2001 ENKI BILALANDEUXMILLEUN (แค็ตตาล็อกประกอบงานแสดงภาพของหอสมุดประวัติศาสตร์เมืองปารีส)
2001 La Sarcophage (ผลงานร่วมกับ ปิแอร์ คริสแต็ง)
2003 32 Decembre (32 December) ตอนที่สองในไตรภาคอนาคต (บิลัล แต่งและเขียนภาพประกอบ)

ผลงานภาพยนตร์
1989 Bunker Palace Hotel
1997 Tykho Moon
2004 Immortel-Ad vitam

[1] Pilote เป็นนิตยสารการ์ตูนเก่าแก่ของฝรั่งเศสที่มีอายุระหว่างปี 1959-1989 รวบรวมงานของนักเขียนชื่อดังหลายคนรวมทั้ง งานการ์ตูน
ของ เรอเน่ กอสซินี่ (Asterix) และ ฌฮง-ฌ้าคส์ ซอมเป้ ผู้แต่ง “หนูน้อยนิโกลา”
[2] นิตยสารการ์ตูนที่พิมพ์ทั้งในฝรั่งเศสและอเมริกา เน้นงานการ์ตูนแนวแฟนตาซี ไซ-ไฟ และสยองขวัญ ผู้กำกับ Alejandro
Jodorowsky ผู้สร้างหนังคั้ลท์คลาสสิกอย่าง El Topo, The Holy Mountain, Fando & Lis และ Santa Sangre ก็
เป็นนักเขียนอีกคนหนึ่งของการ์ตูนเล่มนี้ด้วย